ปัญหาการเมืองไทย

ระเทศไทยเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จาก24มิถุนายน2475 ถึง 24มิ.ย.2555จนบัดนี้ก็มีอายุล่วงเลยมาได้80ปีกว่าแล้ว แต่ประชาธิปไตยก็ยังไม่ก้าวไกลไปถึงไหน การเมืองไทยยังสับสนวุ่นวายแก่งแย่งอำนาจ แย่งชิงผลประโยชน์กันไม่รู้จักจบสิ้น จนมีนักวิชาการบางท่านกล่าวว่าประชาธิปไตยไทยเหมือนกับประเทศประชาธิปไตยที่เพิ่งเกิดใหม่ทางแถบทวีปแอฟริกา

ปัญหาที่แท้จริงนั้นเกิดจากอะไร? สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ประชาชนคนไทยเราไม่ค่อยได้มีส่วนร่วมในการปกครองกันมากนัก เป็นเพียงแต่ไพร่ฟ้าและข้าแผ่นดินกันเท่านั้น มีข้าราชบริพาร ข้าราชการ รับใช้เบื้องพระยุคลบาทและช่วยบริหารราชการแผ่นดิน มาสมัยประชาธิปไตย ที่ว่าอำนาจเป็นของประชาชน มีการให้ประชาชนเข้ามาเล่นการเมือง เข้ามาบริหารบ้านเมือง มีข้าราษฏร ข้ารัฐการ ช่วยในการบริหารประเทศ

ข้าราชการหรือข้ารัฐการ จะทำงานเป็นไปในลักษณะของงานประจำ เมื่อมีฝ่ายการเมืองเข้ามาบริหารประเทศจึงกำหนดให้ทำกันเป็นการชั่วคราว (ตามกติกาทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ4ปี)ผู้ที่เข้ามาสู่แวดวงการเมือง จึงได้เรียกกันว่าเข้ามาเล่นการเมือง(เล่นเหมือนกับการเล่นฟุตบอล-คือเล่นกันแบบจริงจัง เคารพกติกาและมีน้ำใจของนักกีฬา)แต่การเมืองไทย นักการเมืองจะอยู่กันไม่ค่อยครบ4ปี เพราะตั้งแต่มีการปฏิวัติ ปี2475เป็นต้นมา ก็มีการปฏิวัติรัฐประหารหมุนเวียนสับเปลี่ยนกันมาโดยตลอด

ผู้ที่มาเป็นนักการเมืองทั้งหลาย จึงมีความรู้สึกว่ามีฐานะไม่มั่นคง เมื่อได้เข้าไปมีอำนาจและเกี่ยวข้องในเรื่องของผลประโยชน์ จึงต้องฉกฉวยโอกาสเอาไว้ก่อน และพยายามทำให้กลายเป็นอาชีพเหมือนกับข้าราชการประจำ การเมืองไทยจึงตกอยู่ในวังวนในเรื่องของการยึดอำนาจและการแสวงหาผลประโยชน์ของคนกลุ่มเดิมๆ นักวิชาการหลายท่านได้กล่าวว่า ถ้าจะให้การเมืองไทยดีขึ้น ควรจะต้องมีการกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของนักการเมืองเอาไว้ให้ชัดเจน(ไม่น่าจะให้เกิน2วาระ)

เมื่อเร็วๆนี้ สวนดุสิตโพลได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศเกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งความวุ่นวายทางการเมืองในขณะนี้ กว่าร้อยละ75พบว่าเกิดจากความเห็นแก่ตัวของนักการเมือง มุ่งหวังแต่อำนาจและผลประโยชน์ ต้องการเอาชนะคะคานกันแต่เพียงอย่างเดียว และผลของความเสียหาย ประมาณร้อยละ42พบว่าทำให้ประชาชนเดือดร้อน หากินไม่สะดวก เกิดความเครียดและวิตกกังวล ร้อยละ35เห็นว่าทำให้บ้านเมืองไม่สงบ ภาพลักษณ์เสียหาย เศรษฐกิจหยุดชงัก มีผลกระทบต่อการลงทุน ร้อยละ23ห็นว่าทำให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพ ประชาชนเสื่อมศรัทธาในนักการเมือง รวมทั้งระบอบประชาธิปไตยเสื่อมถอยไม่พัฒนา

จากผลการสำรวจในครั้งนี้ คงพอทำให้ทราบกันได้บ้างว่า ทำไม การเมืองไทยจึงไม่พัฒนาไปไหน สำหรับแนวทางแก้ไข สวนดุสิตโพลก็ได้สำรวจออกมาด้วยเช่นกัน ประมาณร้อยละ45เห็นว่า ควรหันหน้าเข้าหากัน ให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ ร้อยละ40เห็นว่าควรรณรงค์คนไทยให้มีความรักสามัคคี ร้อยละ15เห็นว่าคนไทยทุกคนควรเคารพกฏหมายและการนำกฏหมายไปใช้ก็ต้องอยู่บนหลักความถูกต้องยุติธรรม

และจากผลของการสำรวจก็พอทำให้ทราบกันว่า ประชาชนเข้าใจถึงปัญหาของการเมืองกันดี และก็เข้าใจถึงแนวทางการแก้ไขปัญหากันเป็นอย่างดี แต่ทำไมการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของไทยเรา ยังย่ำเท้าอยู่กับที่ ตลอดระยะเวลา80ปีที่ผ่านมา

มีหลายคนบอกว่าต้องเริ่มแก้ที่นักการเมือง ไม่ให้มุ่งหวังเอาแต่อำนาจและแสวงหาแต่ผลประโยชน์ โดยให้สื่อ(ที่มีจรรยาบรรณ)หรือองค์กรของประชาชน(ที่เข้มแข็ง)เป็นผู้ตรวจสอบ(แบบตรงไปตรงมาคือถูกก็ว่าถูก ผิดก็บอกว่าผิด -ไม่ใช่เป็นทาสรับใช้หรือขายวิญญาณ) ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าจะถูกต้อง

ถ้านักการเมืองบ้านเราลดการสร้างความขัดแย้ง ลดการเอาชนะคะคาน ใครเป็นรัฐบาลก็ทำหน้าที่บริหารให้ดี เป็นฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตตรวจสอบความถูกต้องความเหมาะสมของนโยบายหรือโครงการต่างๆ(ไม่ใช่ค้านทุกเรื่อง) สื่อทั้งหลายก็ไม่ต้องไปโหมกระพือเพิ่มความขัดแย้งหรือแย่งกันทำข่าว

ประเทศของเราก็น่าที่จะพัฒนา ก้าวหน้าไปมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้มากเลยทีเดียว